สิทธิการรับบำนาญ
ของ
ข้าราชการที่เปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย
---------------------

ข้าราชการที่ต้องการเปลี่ยนสถานภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ควรมีอายุราชการ
ตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เพื่อมีสิทธิ์การรับบำนาญ เนื่องจากตามบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ. ใหม่ ถือว่าเป็นการออกด้วยเหตุทดแทน แต่ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุน ก.บ.ข. และอายุยังน้อย อาจเป็นห่วงว่าถ้าออกจากการเป็นสมาชิก ก.บ.ข. เพื่อไปรับบำนาญ วงเงินที่ได้รับจะน้อยเกินไป ทางออกของเรื่องนี้ก็คือยังคงต้องการเป็นสมาชิกกองทุน ก.บ.ข. ต่อไปเพื่อนำเอาจำนวนปีของอายุราชการติดตัวไปด้วย และจะได้รับบำนาญเมื่อเกษียณอายุ 60 ปี แต่บำนาญดังกล่าวใช้ฐานเงินเดือนของข้าราชการ
                    ข้าราชการที่ไม่เป็นสมาชิก ก.บ.ข. เมื่อเปลี่ยนเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยก็จะมีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญในฐานะข้าราชการบำนาญอย่างเดียว เงินบำนาญนี้จะได้รับพร้อมกับเงินเดือนในอัตรา
พนักงานมหาวิทยาลัย
                    ประการแรก ผมจะกล่าวถึงข้าราชการที่มีอายุราชการตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป การออกจากราชการ และมีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญ กระทำได้ 2 ทาง คือ

  1. อายุราชการครบ  25  ปี
  2. เหตุทดแทน ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นสำหรับกรณีสถาบันเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบ

                    ถ้าผู้ใดไม่ต้องการปฏิบัติราชการต่อไป แต่จะออกไปประกอบอาชีพอื่นก็ย่อมออกได้ทุกเวลาด้วยทางเลือกที่ 1 แต่ถ้ามีความประสงค์จะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยของ ม.จ.พ. ต่อไป ควรใช้ทางเลือกที่ 2 เพราะไม่ต้องกังวลว่า ม.จ.พ. จะรับเข้าทำงานอีกหรือไม่ ซึ่งในทางเลือกที่ (1) นั้น เจ้าตัวต้องมีหนังสือขอลาออกจากราชการแต่จะต้องกังวลต่อไปว่า ม.จ.พ. จะรับกลับเข้าทำงานหรือเปล่า ถึงแม้ว่าจะได้พูดคุยอย่างไม่เป็นทางการแล้วก็ตาม ผมคิดว่าความกังวลนี้ไม่คุ้มกันเลย ในทางปฏิบัตินั้น สำหรับทางเลือกที่ 2 ม.จ.พ. คงดำเนินการเรื่องการบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยในระหว่างที่ยังไม่ออกจากราชการ ซึ่งถือว่าเป็นการปรับสภาพเท่านั้น ถึงแม้มีเหตุขัดข้อง เช่น ประเมินไม่ผ่าน หรืออะไรทำนองนั้น ก็ยังกลับมาเป็นข้าราชการตามเดิม
อีกประเด็นหนึ่งที่ต้องคุยกันให้เข้าใจ ก็คือ การตัดสินใจว่า ควรจะปฏิบัติราชการต่อไปหรือไม่ เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีก็จะเกษียณแล้ว หรือว่าจะขอเปลี่ยนเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยดี ผู้ที่เป็นสมาชิก ก.บ.ข. น่าจะลองคำนวณดูว่า เมื่อเกษียณอายุแล้ว เงินบำนาญควรจะเท่าใด และนำไปเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของเงินเดือนตัวเองย้อนหลัง 5 ปี เพื่อดูว่าเงินบำนาญ ที่คำนวณได้เกิน 70% ของค่าเฉลี่ยนี้หรือเปล่า ตามกฎเกณฑ์ของ ก.บ.ข. ระบุไว้ว่า เงินบำนาญให้คิดจากค่าเฉลี่ยเงินเดือนย้อนหลัง 5 ปี     คูณด้วยจำนวนปีของการปฏิบัติราชการหารด้วย 50 ถ้าตัวเลขออกมาเกิน 70%  ของค่าเฉลี่ยนี้

 

    เงินบำนาญก็จะถูกตัดเป็นตัวเลขที่ไม่เกิน 70% ในกรณีที่ใกล้จะเกินแล้วหรือเกินไปแล้วละก็          ควรตัดสินใจเปลี่ยนเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยไปเลยครับ
สำหรับผู้ที่มีศักยภาพเป็นผู้บริหารได้ ก็น่าจะเปลี่ยนสถานภาพตนเองครับ มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสวัสดิการ ฯลฯ ลงตัวหรือไม่? แต่ถ้าสวัสดิการไม่ลงตัวและเงินบำนาญที่คำนวณได้น้อยเกินไป     อีกทั้งไม่สนใจเรื่องเป็นผู้บริหารก็อาจคงอยู่เป็นข้าราชการจนเกษียณอายุดีกว่าครับ ยกเว้นแต่ว่า ถ้าออกเป็นพนักงาน เงินเดือนที่เพิ่มมา 40% ที่รับพร้อมเงินบำนาญ รู้สึกว่าจะเป็นสิ่งจูงใจไม่น้อยเลยทีเดียว
ข้าราชการที่มีอายุราชการไม่ถึง 25 ปี จะใช้ทางเลือกที่ 1 ไม่ได้ถ้าหากสนใจจะไปทำงานกับภาคเอกชน โดยมีบำนาญติดตัวไปด้วย ทางเดียวคือต้องเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยเสียก่อนจนกว่าจะมีบำนาญจ่ายให้เป็นรายเดือนสักระยะหนึ่ง จึงค่อยออกไปบำนาญก็จะติดตัวไปด้วย ผมเข้าใจว่า คงมี   หลายคนลังเลใจว่า ควรจะออกเป็นพนักงานหรือไม่? คำตอบก็คือว่า ถ้าออกโดยเอาอายุราชการติดตัวมาเพื่อเป็นสมาชิกกองทุน ก.บ.ข. ต่อไป ก็ไม่ต้องพูดกัน แต่ถ้าออกไปเป็นข้าราชการบำนาญ ขอให้ดูองค์ประกอบต่อไปนี้

  1. วงเงินบำนาญที่ควรได้รับ
  2. จะเกษียณอายุอีกกี่ปี
  3. เงินเดือนอัตราข้าราชการที่ครองอยู่ ก่อนเปลี่ยนเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

ตัวอย่าง
ถ้าต้องการบำนาญ 10,000 บาทต่อปี เมื่อใช้สูตรการคิดบำนาญ
เงินเดือนเฉลี่ย 5 ปีสุดท้าย * จำนวนปี  / 50  =  เงินบำนาญ
(เฉพาะในกรณีของ ก.บ.ข. เท่านั้น)

                    เราจะเห็นว่า เงินเดือนเฉลี่ย 5 ปีสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีของอายุราชการต้องเท่ากับ 500,000  สมมุติ จำนวนปี =  20 เงินเดือนเฉลี่ย 5 ปีสุดท้าย = 25,000 บาท สมมุติต่อไปว่า เงินเดือนปัจจุบัน = 27,000 บาท และยังเหลือเวลาอีก 12 ปี ก่อนเกษียณอายุ (อายุ 48 ปี)  ถ้าข้าราชการผู้นี้อยู่เป็นข้าราชการตามเดิม เงินเดือน เดือนสุดท้ายประมาณ 40,000 บาท หรือเงินเดือนเฉลี่ย 5 ปี ย้อนหลังตอนเกษียณอายุประมาณ 37,000 บาท ในกรณีนี้ เงินบำนาญที่จะได้รับ
เท่ากับ            37,000  *  32     /  50            =  23,680 บาท
ซึ่งไม่เกิน 70% ของ 37,000 บาท            (= 25,900 บาท)

                    ในกรณีที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ถ้านำเงินบำนาญฝากธนาคารทุกเดือน และไม่เบิก  มาใช้เลย จะได้รับเงินบำนาญก่อนปลดเกษียณเป็นจำนวน 1,440,000 บาท ซึ่งถ้ารวมเงินดอกเบี้ยที่ได้รับทุกปีเฉลี่ยแล้วไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี จะมียอดเพิ่มประมาณ 60,000  บาท เป็นอย่างน้อย
ดังนั้น เงินบำนาญรวมทั้งดอกเบี้ยที่ฝากไว้ในธนาคารเมื่อเกษียณอายุ ประมาณ 1,500,000 บาท
นอกจากนี้ ถ้านำเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัยที่เพิ่มจากอัตราเงินเดือนข้าราชการ 40% ไปฝากไว้ที่ธนาคารทุกเดือนเช่นกันจะมีเงินส่วนนี้รวมแล้วเมื่อเกษียณอายุประมาณ 1,872,000 บาท โดยสรุปแล้วเขาจะมีเงินฝากธนาคารในส่วนของเงินบำนาญ และเงินเพิ่มเงินเดือนประมาณ 3,372,000 บาท  ในระหว่าง 1 ปี หลังจากเกษียณอายุ (อายุ 61 ปี) เขาจะได้รับเงินบำนาญต่อไปเดือนละ 10,000 บาท  แต่พออย่างเข้า 62 ปี รายได้อีกส่วนหนึ่งจากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารประมาณเดือนละ 11,240 บาท  (คิดดอกเบี้ยธนาคาร 4% ต่อปี) รวมแล้วเขาจะมีรายได้ทั้งหมดเดือนละ 21,240 บาท
จากตัวอย่างนี้ เราจะเห็นว่าเมื่อเกษียณแล้วรายได้ต่อเดือนต่างกันประมาณ 2,500 บาท เท่านั้นเอง ผมเห็นว่าเป็นส่วนต่างที่น้อยมากเพราะค่าของเงินอีก 10 ปีข้างหน้าจะลดลง แต่ส่วนดีมาก ๆ ก็คือเมื่อเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยจะมีเงินฝากธนาคารเป็นของตนเองถึง 3 ล้านบาทเศษ แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอยู่นิดเดียวคือ การเบิกเงินธนาคารมาใช้ล่วงหน้า ทำให้หลักการทั้งหมดไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้
เท่าที่เล่าให้ฟังนี้ คงใช้เป็นแนวทางหนึ่งที่จะตัดสินใจว่า จะออกเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยที่จะขอรับบำนาญพร้อมกับเงินเดือนหรือจะขอเอาจำนวนปีราชการติดตัวไปด้วยหรือจะอยู่เป็นข้าราชการต่อไป แต่ละคนก็มีข้อมูลเฉพาะตัวครับ ถ้าสถาบันมีศูนย์ให้คำปรึกษาก็จะดีครับ